วิธีการขอซื้อเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์
วิธีการสั่งซื้อ ท่านที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์์ จากกรมปศุสัตว์ สามารถสั่งซื้อได้ 4 วิธีคือ
1.เดินทางไปซื้อด้วยตนเอง ที่กรมปศุสัตว์์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ และสถานีพัฒนาอาหารสัตว์ ทุกแห่ง ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลาราชการ (เว้นวันหยุดราชการ)
2.สั่งซื้อทางโทรศัพท์ โดยโทรศัพท์ไปที่ กรมปศุสัตว์ (กองอาหารสัตว์) หมายเลข 02-6534489 หรือที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์/สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ ในวันจันทร์-ศุกร์ (เว้นวันหยุดราชการ) , หมายเลข 081-3629325 (นายสุขุม สุขเกษม) วันเสาร-์อาทิตย์
3.สั่งซื้อทาง e-mail โดยการส่ง e-mail ไปที่address :nutrition5@dld.go.th พร้อมแนบแบบฟอร์มการจองซื้อที่กรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ไปด้วย
4.จองซื้อทาง Internet คำแนะนำการจองแบบออนไลน์ โดยต้องสมัครเป็นผู้รับบริการกับกรมปศุสัตว์ หรือศูนย์ฯ/สถานีฯก่อน เข้าสู่ระบบการจองแบบออนไลน์ตามลิงค์นี้ https://req.dld.go.th/aff/
ประเภทผู้ซื้อมี 3 ประเภท คือ
1.ประชาชนทั่วไป ต้องชำระเงินค่าเมล็ดพันธุ์เป็นเงินสด สามารถเลือกรับเมล็ดได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือ ศูนย์ฯ/สถานีฯทุกแห่ง
2.หน่วยงานของรัฐ สามารถซื้อเป็นเิงินเชื่อได้ โดยถ้าชำระเงินเป็นเงินสด สามารถสั่งซื้อ ได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือศูนย์ฯ/สถานีฯทุกแห่ง แต่ถ้าต้องการโอนเงินผ่านระบบ GFMIS จะต้องสั่งซื้อที่หน่วยงานต่อไปนี้เท่านั้นคือ ศูนย์ฯเพชรบุรี ศูนย์ฯนครราชสีมา ศูนย์ฯลำปาง สถานีฯร้อยเอ็ด สถานีฯมหาสารคาม สถานีฯสกลนคร สถานีฯนครพนม สถานีฯเลย สถานีฯหนองคาย สถานีฯอุดรธานี สถานีฯกาฬสินธุ์ สถานีฯมุกดาหาร สถานีฯยโสธร สถานีฯ บุรีรัมย์ สถานีฯแพร่ และกรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้ทำทะเบียนหลักผู้ขาย ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะไว้ให้แล้ว
3.หน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ ให้ออกใบสั่งซื้อส่งไปที่้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขอนแ่ก่น ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. 0-4326-1123, FAX 0-4326-1087, e-mail : nckk_kkn@dld.go.th โดยจะออกใบเสร็จให้ในนามของ "กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์หนองแวง" สามารถซื้อเิงินเชื่อได้ และเลือกรับเมล็ดพันธุ์ได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือศูนย์ฯ/สถานีฯทุกแห่ง หากต้องการโอนเงินผ่านระบบ GFMIS กรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า เอกสารประกอบการโอนเงินในระบบ GFMIS
วิธีจัดส่งเมล็ดพันธุ์
1.ไปรับด้วยตนเอง เลือกรับได้ที่ กรมปศุสัตว์ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์/สถานีพัฒนาอาหารสัตว์
2.ส่งทางไปรษณีย์ น้ำหนักเมล็ดพันธุ์ต้องไม่เกินกล่องละ 10 กิโลกรัม ผู้ซื้อต้องออกค่าจัดส่งพร้อมค่ากล่องบรรจุเอง
3.ส่งทางบริษัทขนส่ง บริการเฉพาะจังหวัดที่มีบริษัทขนส่งไปถึง โดยผู้ซื้อต้องออกค่าจัดส่งเอง
เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่บริการจำหน่ายมี 7 ชนิดดังนี้
หญ้ารูซี่ ก.ก.ละ 55 บาท
ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี
เมล็ดงอกดี และต้นมีความน่ากิน
หญ้ากินนีสีม่วง กก.ละ 60 บาท
ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีการระบายน้ำได้ดี
เมล็ดมีความงอกดี ให้ผลผลิตสูง
หญ้าอะตราตัม กก.ละ 50 บาท
ชอบให้ตัดบ่อยๆ เมล็ดมีความงอกดีมาก
ทนสภาพน้ำท่วมขังได้บ้าง
หญ้าพลิแคทูลั่ม กก.ละ 50 บาท
ทนต่อสภาพแห้งแล้ง
และน้ำท่วมขัง เมล็ดมีความงอกดีมาก
ถั่วท่าพระสไตโล กก.ละ 90 บาท
ต้องตัดบ่อยๆ ไม่ควรปล่อยให้แก่
โปรตีนสูง ทนแล้ง ให้ผลผลิตสูง
ถั่วฮามาต้า กก.ละ 90 บาท
ปรับตัวได้ในพื้นที่ดินกรด และดินอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่นดินลูกรัง หรือดินทรายจัดมีโปรตีนสูง ต้านทานโรคแอนแทรกโนส
ถั่วคาวาลเคด กก.ละ 65 บาท
ต้องช่วยกำจัดวัชพืช ในช่วงแรก
เหมาะสำหรับทำถั่วแห้งคุณภาพดีมีโปรตีนสูง ความน่ากินสูง
หมายเหตุ หากต้องการเมล็ดพันธุ์หญ้าชนิดอื่น นอกจาก 7 ชนิดนี้ขอให้สอบถามรายละเอียดเิพิ่มเติมได้ที่ กองอาหารสัตว์ หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขอนแก่น
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552
หญ้าแพงโกร่า

การปลูกหญ้าแพงโกล่า
หญ้าแพนโกล่า (Digitaria eriantha) มีใบดก อ่อนนุ่ม สัตว์ชอบกิน เหมาะสำหรับทำแห้ง เป็นหญ้าค้างปี มีลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดิน แตกรากและหน่อตามข้อ ต้นอ่อนตั้งตรง เมื่ออายุมากขึ้นลำต้นจะทอดนอนไปตามผิวดิน ลักษณะของลำต้นเล็ก ไม่มีขน ตัวใบมีลักษณะเรียว เล็ก ขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ หญ้าแพนโกล่าเจริญเติบโตได้ดี ในพื้นที่ที่ฝนตกเฉลี่ยมากกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว ทนแล้งได้ดี แต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ชื้นแฉะ ที่ชุ่มน้ำ ทนน้ำขัง เหมาะสำหรับปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และสามารถควบคุมการให้น้ำได้ตลอดทั้งปี
เตรียมดินปลูกหญ้าแพงโกล่า
การเตรียมดินเพื่อปลูกหญ้าแพงโกล่านั้น คล้ายๆ กับการทำนาหว่านน้ำตม เริ่มจากปล่อยน้ำเข้าแปลงขังไว้ประมาณ 2 วัน แล้วระบายน้ำออกจากแปลงจนแห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้วัชพืชงอก หลังจากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลง แช่ทิ้งไว้ 2-3 วัน จนดินอิ่มตัว ไถพลิกกลับหน้าดินและตีเทือก
ถ้ามีวัชพืชน้อยให้ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก่อนที่จะตีเทือกอีกครั้งหนึ่งแล้วลูบเทือกพร้อมปลูกได้ทันที
สำหรับในกรณีที่มีวัชพืชมาก ควรหมักดินอีก 7-10 วัน แล้วตีเทือกอีกครั้งหนึ่ง และลูบเทือกก่อนที่จะปลูกหญ้าท่อนพันธุ์ที่เตรียมปลูก
ท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่า เราต้องเตรียมโดยตัดจากต้นเมื่ออายุ 50-60 วัน ท่อนพันธุ์ที่ตัดแล้วควรนำไปหว่านหรือปลูกทันที หรือถ้าปลูกไม่ทันควรเก็บไว้ในที่ร่ม รดน้ำให้ชุ่ม ข้อระวังอย่ากองทับถมท่อนพันธุ์ให้สูงนัก เพราะหญ้าจะตายนึ่ง การจัดหาท่อนพันธุ์ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์และสถานีอาหารสัตว์ทั่วประเทศ
หลังจากเตรียมดินทำเทือกแล้ว เราจะปรับระดับน้ำให้สูง 10-15 เซนติเมตร จากนั้นหว่านท่อนพันธุ์หญ้าให้ทั่วแปลง ในอัตราไร่ละ 250-300 กิโลกรัม แล้วใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 2 นิ้ว นาบแตะท่อนพันธุ์ให้พอจมน้ำ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 8 วัน ถ้าสังเกตเห็นปลายยอดอ่อนเริ่มตั้งขึ้น ให้ระบายน้ำออกแปลงจนหมด ท่อนพันธุ์จะสัมผัสกับผิวดินและระบบรากเจริญเติบโตต่อไป
ระยะนี้จะมีรากหญ้าสีขาวงอกยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน ดินจะแห้งกรัง และสังเกตเห็นหญ้าทอดยาวสูง 10-15 เซนติเมตร ส่วนวัชพืชจะเริ่มแคระแกร็นสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร จึงปล่อยน้ำเข้าแปลงขังไว้ 2 คืน แล้วระบายน้ำออกให้ดินพอแฉะ และหว่านปุ๋ยสูตร 15-15-15 ให้ทั่วแปลง ในอัตราไร่ละ 25-30 กิโลกรัม
ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วัน เมื่อดินเริ่มแห้ง จึงให้น้ำและหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตราไร่ละ 10 กิโลกรัม หลังจากปลูกแล้ว 60-70 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย
"เราจะให้น้ำหลังจากตัดหญ้าทุกครั้ง และจากนั้นทุกๆ 15 วัน โดยใช้วิธีปล่อยน้ำเข้าแปลงในปริมาณที่คาดว่าน้ำจะแห้งได้ภายใน 1-2 วัน หากมีน้ำท่วมหลายวัน หญ้าก็มีสิทธิ์หยุดการเจริญเติบโตหรือตายได้เช่นกัน"
สำหรับการให้ปุ๋ยนั้น ในแต่ละรอบของการตัดควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราไร่ละ 25 กิโลกรัม หลังนำหญ้าออกจากแปลงและให้น้ำแล้ว ก็ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ไปอีก ในอัตราไร่ละ 20 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่เท่าๆ กัน 2 ครั้ง หลังการให้น้ำแต่ละครั้งหรือขณะดินมีความชื้นเหมาะสม
"ระยะหลังๆ เราใช้ปุ๋ยคอกเข้ามาช่วยด้วย เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยนำพวกขี้วัว
กำจัดวัชพืช
ในที่ลุ่มจะมีวัชพืชหลายชนิด เช่น กก เทียนนา หนวดปลาดุก และโสน หากเตรียมดินดีก็จะช่วยลดปัญหาในเรื่องนี้ได้ ถ้าพบว่ามีวัชพืชขึ้นแต่ไม่มากนัก ให้ตัดปรับเมื่อหญ้าอายุ 60 วัน
วัชพืชส่วนใหญ่ถูกหญ้าแพงโกล่าขึ้นคลุม และลดน้อยลงไปในที่สุด ส่วนในแปลงที่มีวัชพืชขึ้นรุนแรงควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดใบกว้าง เช่น สาร 2,4D (Disodiumsalt) อัตรา 150 กรัม ต่อไร่ โดยผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชอัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ซึ่งใช้น้ำผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชประมาณ 100 ลิตร (5 ปี๊บ) ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งแปลง ขณะที่ผิวดินยังมีความชื้น แต่ไม่มีน้ำแช่ขังแปลง ทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 3 วัน ถึงจะให้น้ำได้
ตัดหญ้าไปเลี้ยงสัตว์
ปกติทั่วๆ ไป จะสามารถตัดหญ้าไปใช้ประโยชน์ได้หลังปลูก 60 วัน และตัดครั้งต่อไปได้ทุก 40 วัน สำหรับในช่วงฤดูฝน ถ้าหญ้ามีการเจริญเติบโตดีสามารถตัดได้ทุก 30 วัน ในกรณีที่มีการตัดปรับสภาพเพื่อกำจัดวัชพืช จะตัดใช้ประโยชน์ได้ หลังจากนั้น 40 วัน โดยตัดสูงจากพื้น 5-10 เซนติเมตร
การตัดหญ้าแพงโกล่าแต่ละครั้งจะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการจัดการแปลงหญ้าที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น การใส่ปุ๋ย และการให้น้ำ ซึ่งในรอบปีสามารถตัดหญ้าได้ 7-9 ครั้ง
สำหรับการทำหญ้าแห้งนั้น ระยะที่จะผลิตให้ได้คุณภาพดีต้องมีแสงแดดดี ท้องฟ้าเปิด โดยตัดหญ้าอายุ 40-45 วัน ถ้าตัดหญ้าอายุน้อยกว่านี้ จะทำให้ได้หญ้าแห้งที่มีคุณภาพดีขึ้น แต่ได้ผลผลิตลดลงในทางตรงกันข้าม ถ้าตัดหญ้าอายุมากจะให้ผลผลิตสูงแต่คุณภาพลดลง
ส่วนการตัดหญ้านั้นทำได้หลายวิธี แล้วแต่ความเหมาะสม ที่สถานีอาหารสัตว์สุโขทัยทดสอบการใช้เครื่องตัดหญ้าชนิดต่างๆ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ แบบล้อจักรยาน แบบติดหน้ารถไถเดินตาม และแบบติดท้ายรถแทรกเตอร์ เพื่อศึกษาถึงต้นทุนการผลิตและแรงงานในการตัดหญ้าแพงโกล่า ผลการทดสอบพบว่า การใช้เครื่องตัดหญ้าแบบติดท้ายรถแทรกเตอร์มีการลงทุนครั้งแรกสูง จึงเหมาะสมกับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่อพื้นที่ 1 ไร่ ต่ำที่สุด 47 บาท ส่วนเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก การใช้เครื่องตัดแบบติดหน้ารถไถเดินตามจะสะดวกกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายไร่ละ 54 บาท
"ช่วงแรกๆ เราทดลองเครื่องจักรเกือบทุกอย่าง แต่สุดท้ายสู้แบบติดท้ายรถแทรกเตอร์ไม่ได้ เพราะว่าสะดวก ใช้แรงงานและค่าใช้จ่ายน้อย แต่มีข้อเสียคือ ต้นทุนในการลงทุนครั้งแรกสูงมาก"
หลังจากตัดหญ้าแล้ว เราจะผึ่งหญ้าไว้ในแปลง โดยกระจายกองหญ้าทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้หญ้ามีโอกาสได้รับแสงแดดมากที่สุด และระบายความชื้นออกไปได้
"หญ้าที่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้งอัดฟ่อนควรมีความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ สามารถตรวจสอบโดยใช้เล็บมือขูดลำต้นหญ้า ถ้าขูดผิวของลำต้นหลุดออกแสดงว่าหญ้ายังมีความชื้นอยู่ ยังไม่เหมาะสมที่จะอัดฟ่อน ต้องตากต่อไปอีก"
ส่วนการนำหญ้าแห้งมาอัดฟ่อนนั้น เขาบอกมีหลายวิธีเหมือนกัน อย่างเช่น การอัดหญ้าโดยใช้ลังไม้สี่เหลี่ยม เครื่องอัดหญ้าขนาดเล็ก (8-12 แรงม้า) และการใช้เครื่องอัดหญ้าแบบติดท้ายแทรกเตอร์"
การนำไปใช้ประโยชน์โดยมีวิธีการตัดสด ปล่อยโคลงแทะเล็ม รวมทั้งการทำหญ้าแห้ง และหญ้าหมัก โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้วิธีการตัดสดไปให้โคกินในคอก (ภาพที่ 3)
ภาพที่ 3 แปลงหญ้าแพงโกล่าพร้อมตัดไปให้โคกินมนคอก
แต่ในช่วงที่ขาดแคลนหญ้าสดเช่นในช่วงฤดูแล้ง เกษตรกรก็สามารถนำหญ้าแพงโกล่าหมักมาใช้เลี้ยงโคนมได้โดยไม่ทำให้ผลผลิตนมลดลงแต่อย่างไร (ภาพที่ 4) กล่าวคือแม่โครีดนมที่กินหญ้าแพงโกล่าหมักสามารถให้ผลผลิตนมวันละ 15.7 กก.ต่อตัวซึ่งไม่แตกต่างกันกับแม่โคที่กินหญ้าแพงโกล่าสด (15.2 กก.ต่อตัว) ทั้งนี้องค์ประกอบน้ำนมก็ไม่แตกต่างกันด้วย
ภาพที่ 4 แม่โคกำลังกินหญ้าแพงโกล่าหมักและหญ้าแพงโกล่าสด
ดังนั้นการปลูกหญ้าแพงโกล่าไว้ใช้เองในฟาร์มไม่ว่าจะเป็นหญ้าตัดสดหรือหญ้าหมักก็สามารถรักษาระดับผลผลิตนมในฟาร์มให้สม่ำเสมอตลอดปีได้
ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 5.0-7.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7-11 เปอร์เซ็นต์ ปลูกครั้งหนึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ปี
หญ้าหมัก
หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่าง ๆ ที่นำมาเก็บถนอมไว้ในสภาพอวบน้ำ ในภาชนะปิดที่ป้องกันอากาศ จากภายนอกจนเกิดการหมัก ซึ่งจะช่วยทำให้คุณค่าทางอาหารของพืชเหล่านั้นคงอยู่ สามารถถนอมไว้ใช้ได้ใน ช่วงที่ขาดแคลนหญ้าสด พืชอาหารสัตว์ที่นำมาใช้ในการหมักได้มาจากพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่มากมายในช่วงฤดูฝน ซึ่งเจริญงอกงามดี และมีปริมาณมากเกินพอสำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังไม่สามารถเก็บถนอมโดยการ ทำหญ้าแห้งได้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก
1. เครื่องตัดหญ้า สับหญ้า
2. ภาชนะที่ใช้บรรจุหญ้าสำหรับหมัก เช่น หลุม ถัง ถุงพลาสติก
3. สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก ถ้าใช้ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ไม่จำเป็นต้องเสริม
4. ผ้าพลาสติกสำหรับปิดภาชนะ หลุม หรืออุปกรณ์สำหรับปิดปากภาชนะอย่างอื่นเพื่อป้องกันอากาศจากภายนอก
วิธีการทำหญ้าหมัก
หั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2-3 ซม. บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในภาชนะสำหรับหมัก ซึ่งอาจเป็นถุง บ่อซีเมนต์ หลุม ย่ำอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมด ในขณะที่บรรจุหญ้าลงในภาชนะ ละลายกากน้ำตาล พรมให้ทั่ว ๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็ไม่ต้องใช้ จากนั้นทำการปิดภาชนะบรรจุหญ้า ด้วยแผ่นพลาสติกให้มิดชิดแล้วโรยทับด้วยทรายป้องกันอากาศและน้ำ หลังจากปิดภาชนะแล้ว หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้
หญ้าหมักที่มีคุณภาพดีสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยที่คุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยนแปลง
การใช้หญ้าหมักเลี้ยงโครีดนม ไม่ควรใช้เกิน 15 กิโลกรัมต่อวัน และควรให้หลังการรีดนม กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน
1. กลิ่นหอมเปรี้ยว ไม่เน่าเหม็น
2. เนื้อพืชไม่เป็นเมือก ไม่เล
3. สีเขียวอมเหลือง
รสเปรี้ยวพอดี
ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก
1. การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดี และหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด
2. การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก
3. เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง
4. หญ้าที่นำมาใช้หมักไม่ควรจะมีความชื้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไป และหญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน
4. 5. ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้หญ้าหมักเสียได้
5. ไม่มีเชื้อรา หรือส่วนบูดเน่า
การทำหญ้าหมักในถุงพลาสติก
________________________________________
การทำหญ้าหมักในถุงพลาสติก เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย ๆ เพราะสามารถทยอยทำได้วันละถุงสองถุงตามกำลังแรงงาน และปริมาณหญ้าสด ทั้งยังสะดวกในการนำออกมาใช้เลี้ยงสัตว์ที่ละถุง ส่วนถุงที่เหลือก็สามารถเก็บไว้ในช่วงที่ต้องการได้
อุปกรณ์ที่ใช้
1. ถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 30 * 40 นิ้ว
2. แบบกล่องไม้ทรงกระบอกขนาดเส้นรอบวง 60 นิ้ว สูง 20 นิ้ว
3. เชือกฟางสำหรับผูกปากถุง
4. เทปใสสำหรับปิดรูรั่ว
วิธีทำ
• นำหญ้ามาหั่นโดยเครื่องหั่น หรือสับให้มีขนาด 1 - 2 นิ้ว
• บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วใส่ลงในถุงพลาสติกที่อยู่ในแบบ อัดแนนเป็นขั้น ๆ โดยใช้เท้าย่ำ
• เมื่ออัดหญ้าสดเต็มแบบกล่องไม้ทรงกระบอกแล้ว ให้รวบปากถุงถอดแบบออก แล้วใช้เชื่อกฟางรัดปากถุงให้แน่น ซึ่งถุงหนึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 40 กก.
• หากถุงพลาสติกรั่วให้ใช้เทปใสปิดรอยรั่วให้สนิท
• เก็บไว้ในที่ร่มหลังจากนั้น 21 วัน หญ้าสดจะเปลี่ยนสภาพเป็นหญ้าหมัก
ข้อควรระวัง
• อย่าให้ถุงฉีกขาด และป้องกันมดแมลงกัดถุง จะทำให้หญ้าหมักบริเวณนั้นเน่าเสีย
• ส่วนที่เสียไม่ควรนำไปเลี้ยงสัตว์
• สัตว์อาจไม่ชอบกินในตอนแรก ควรให้สัตว์กินที่ละน้อย ๆ ก่อน เมื่อสัตว์เคยชินแล้ว ภายหลังจะชอบกิน
ลักษณะหญ้าหมักที่ดี
• มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นผลไม้ดอง หรือกลิ่นน้ำสมสายชู
• มีลักษณะไม่ลื่น ไม่เป็นเมือก
• มีรสเปรี้ยวคล้ายน้ำส้มสายชู
• มีสีเหลืองอมเขียว
ค่าใช้จ่ายในการทำหญ้าหมักในถุงพลาสติก
• ค่าใช้จ่ายและแรงงานที่ใช้ การทำหญ้าหมัก 1 ถุง (40 กก.) มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าถุงพลาสติก ถุงละ 3.75 บาท และใช้แรงงาน ดังนี้
- เกี่ยวและขนหญ้าจากแปลง 20 นาที
- หั่นหญ้าด้วยเครื่อง 9 นาที
- อัดบรรจุถุง 5 นาที
%โปรตีนของหญ้าหมัก 13.37 เปอร์เซ็นต์
ต้นทุนการผลิตหญ้าแพงโกล่าหมัก
ต้นทุนการผลิตหญ้าหมักแสดงไว้ในตารางที่ 5 คิดจาก ค่าเตรียมดิน ปุ๋ย แรงงาน และค่าวัสดุ ในแต่ละปี เกษตรกรสามารถนำผลผลิตหญ้าหญ้ามาหมักได้ 3 ครั้ง ๆ ละ 4,000 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง (รวม 12,000 กิโลกรัม) และเสริมกากน้ำตาลในอัตรา 8 เปอร์เซ็นต์ (รวมผลผลิตหญ้าหมัก 12,960 กิโลกรัม) ใช้ต้นทุน 12,241 บาท/ปี จำหน่ายหญ้าหมักได้กิโลกรัมละ 1.50 บาท เท่ากับ 19,440 บาท/ปี ประเมินเป็นรายได้สุทธิเท่ากับ 7,199 บาท/ปี
ตารางที่ 5 ต้นทุนการผลิตหญ้าแพงโกล่าหมัก
ข้อมูล บาท
ต้นทุนการผลิตหญ้าแพงโกล่าหมัก (บาท/ปี)
ค่าเตรียมดิน (420 บาท/ไร่) 30
ค่าปุ๋ย 1,080
ค่าแรงงานตัด 879
ค่าแรงงานหั่นหญ้า 663
ค่าบรรจุถุง 877
ค่าถุงพลาสติกดำใบละ 18 บาท 5,832
ค่ากากน้ำตาล กก.ละ 3 บาท 2,880
ต้นทุนการผลิตหญ้าแพงโกล่าหมัก (ไร่/ปี) 12,241
รายได้จากการจำหน่ายหญ้าหมัก (1.50 บาท/กก.) 19,440
กำไรสุทธิจากการผลิตหญ้าหมักจำหน่าย (บาท/ปี) 7,199
หมายเหตุ - ค่าเตรียมดินของการทำแปลงหญ้าแพงโกล่าคิดจากอายุการใช้งานเฉลี่ย 6 ปี
(กรมปศุสัตว์ , 2545)
- ผลผลิตหญ้าหมักรวมกากน้ำตาล (12,960 กก./ไร่/ปี)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
